India Rajasthan Color – ราชสถานอินเดียดินแดนสีสันและพระราชวัง

India Rajasthan Color ราชสถานอินเดียดินแดนสีสันและพระราชวัง

Contents hide
1 India Rajasthan Color – ราชสถานอินเดียดินแดนสีสันและพระราชวัง

ถ้าพูดถึงอินเดียแล้วนึกถึงแค่ทัชมาฮาล คุณอาจพลาดอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก ราชสถานอินเดีย คือรัฐทางตะวันตกเฉียงเหนือที่ซ่อนความมหัศจรรย์ไว้ทุกตารางนิ้ว ทั้งสีสันของบ้านเรือนที่ฉาบด้วยน้ำมือมนุษย์มาหลายร้อยปี พระราชวังที่ยังคงลมหายใจของยุคราชปุตไว้อย่างครบถ้วน และวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวาจนรู้สึกได้ว่าเวลาหยุดนิ่งในดินแดนแห่งนี้ 

ราชสถานอินเดีย ดินแดนแห่งสีสันที่ไม่เหมือนใครในโลก

หลายคนสงสัยว่า ทำไมราชสถานถึงได้รับฉายาว่า “ดินแดนสีสัน” คำตอบนั้นไม่ซับซ้อนเลย เพราะที่นี่แต่ละเมืองมีสีประจำตัวที่ชัดเจน จนกลายเป็นเอกลักษณ์ระดับโลก ตึกรามบ้านช่องถูกทาสีเดียวกันทั้งเมือง ราวกับมีคนวางแผนให้ทุกอย่างสอดประสานกัน สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีรากเหง้าทางวัฒนธรรม และความเชื่อแฝงอยู่ในทุกสีที่ถูกเลือกใช้

ทำไมราชสถานถึงได้ชื่อว่า “ดินแดนสีสัน” – ที่มาของสีสันประจำแต่ละเมือง

เมืองชัยปุระ หรือที่รู้จักในชื่อ “Pink City” นั้น ถูกทาสีชมพูครั้งแรกในปี ค.ศ. 1876 เพื่อต้อนรับการเสด็จเยือนของเจ้าชายอัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดแห่งอังกฤษ มหาราชาราม สิงห์ที่ 2 ทรงสั่งให้ทาสีทั้งเมือง เพื่อแสดงถึงการต้อนรับและมิตรภาพ เพราะในวัฒนธรรมอินเดีย สีชมพูถือเป็นสีแห่งการต้อนรับ ตั้งแต่นั้นมา กฎหมายท้องถิ่นก็บังคับให้อาคารในย่านเก่าต้องทาสีชมพูเพื่อรักษาเอกลักษณ์ไว้

โจดห์ปูร์ “Blue City” มีที่มาต่างออกไป สีฟ้าครามที่ฉาบบ้านเรือนนั้นเดิมเชื่อมโยงกับวรรณะพราหมณ์ที่ใช้สีนี้บ่งบอกฐานะและป้องกันแมลง แต่ปัจจุบันชาวเมืองทุกวรรณะต่างก็ทาบ้านตัวเองสีฟ้าตามกัน เพราะมันช่วยสะท้อนแสง ทำให้บ้านเย็นกว่าปกติในสภาพอากาศอันร้อนระอุของทะเลทรายธาร์

เมืองสีน้ำเงิน โจดห์ปูร์ vs เมืองสีชมพู ชัยปุระ – ต่างกันอย่างไร🎡

ถ้าต้องเลือกระหว่างสองเมืองนี้ เพื่อนผู้รู้ใจคงบอกว่าไปทั้งคู่เลยดีกว่า เพราะบรรยากาศต่างกันโดยสิ้นเชิง ชัยปุระเป็นเมืองหลวงของรัฐ จึงมีความคึกคักและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะสำหรับคนที่ชอบบรรยากาศเมืองผสมสถาปัตยกรรม 

ส่วนโจดห์ปูร์นั้นให้ฟีลที่ลึกซึ้งกว่า ย่านเก่าของเมืองแน่นไปด้วยตรอกซอกซอยสีฟ้า ที่ทอดไปยังป้อมเมห์รานคาร์กบนยอดเขา ทิวทัศน์จากด้านบนป้อมมองลงมาเห็นหลังคาบ้านสีฟ้าทั้งเมืองนั้นคือ หนึ่งในภาพที่สวยที่สุดในอินเดีย

อุดัยปุระ “White City” หรือ “Venice of the East” ก็ไม่น้อยหน้า เมืองนี้ตั้งอยู่ริมทะเลสาบปิโชลา อาคารสีขาวสะท้อนแสงลงน้ำสวยงามจนนักท่องเที่ยวหลายคนบอกว่า นี่คือเมืองที่โรแมนติกที่สุดในอินเดีย ทั้งสามเมืองนี้ ล้วนอยู่ในเส้นทาง Golden Triangle ของราชสถานที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกเดินทางรวมกัน

เทศกาลสีสันแห่งราชสถาน ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

ราชสถานมีเทศกาลตลอดปีที่เพิ่มสีสันให้ดินแดนแห่งนี้อีกหลายเท่าตัว เทศกาลที่โดดเด่นที่สุดคือ Desert Festival ที่เมืองชัยซัลเมร์ จัดช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ในทะเลทราย มีการแข่งขันขี่อูฐ ดนตรีพื้นเมือง และการแสดงโชว์หัตถกรรมท่ามกลางเนินทรายสีทอง 

อีกงานที่ไม่ควรพลาดคือ Pushkar Camel Fair เทศกาลตลาดนัดอูฐที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดในเดือนพฤศจิกายน สีสันของชุดพื้นเมือง และการตกแต่งอูฐนั้นงดงามจนกล้องถ่ายรูปแทบไม่พอรับกับความมีชีวิตชีวาของงาน

พระราชวังในราชสถาน มรดกสถาปัตยกรรมที่ยังมีชีวิต

พระราชวังในราชสถาน มรดกสถาปัตยกรรมที่ยังมีชีวิต

ราชสถานคือดินแดนที่พระราชวังไม่ได้เป็นแค่โบราณสถาน แต่หลายแห่งยังคงใช้งานจริงหรือถูกแปลงเป็นโรงแรมระดับหรูที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพัก สถาปัตยกรรมราชปุตที่ผสมผสานศิลปะโมกุลและฮินดูนั้น มีความละเอียดประณีตจนยากจะหาที่ไหนเทียบเคียงในโลกนี้

Amber Fort – ป้อมปราการสีทองที่ยืนหยัดมากกว่า 500 ปี

Amber Fort หรืออัมเบอร์ฟอร์ต ตั้งอยู่ห่างจากชัยปุระเพียง 11 กิโลเมตร บนยอดเขาสูงริมทะเลสาบ Maota สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 16 โดย Raja Man Singh ด้วยหินทรายสีแดงและหินอ่อนสีขาว ความยิ่งใหญ่ของป้อมแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ขนาดหรือความแข็งแกร่ง แต่อยู่ที่รายละเอียดศิลปะที่แฝงอยู่ในทุกมุม

ห้อง Sheesh Mahal หรือ “ห้องกระจกพันดวง” คือไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวต้องไปเห็นด้วยตาตัวเอง เมื่อจุดเทียนเล่มเดียว แสงจะสะท้อนจากกระจกเล็กๆ นับหมื่นชิ้นบนเพดานและผนัง ราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน

การขึ้นไปป้อมนั้นเลือกได้ทั้งการเดินขึ้นบันได ขี่ช้าง หรือนั่งรถจิปที่ให้บริการ แต่ถ้ามีแรงก็แนะนำให้เดิน เพราะระหว่างทางจะได้เห็นทิวทัศน์ของทะเลสาบ และกำแพงเมืองเก่าที่สวยงามอย่างยิ่ง

City Palace ชัยปุระ – พระราชวังกลางเมืองที่ยังคงใช้งานจริง

City Palace ในชัยปุระถือเป็นหนึ่งในพระราชวังที่น่าประทับใจที่สุดในราชสถาน เพราะส่วนหนึ่งของพระราชวังยังเป็นที่ประทับของราชวงศ์ Jaipur อยู่จนถึงปัจจุบัน 

ส่วนที่เปิดให้เข้าชมนั้น ประกอบด้วยพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเครื่องราชอิสริยาภรณ์ อาวุธโบราณ ชุดราชสำนัก รวมถึงหม้อเงินขนาดยักษ์สองใบที่ใช้บรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแม่น้ำคงคา เพื่อพระเจ้าใช้ขณะเสด็จประพาสต่างประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจคือ สถาปัตยกรรมของ City Palace ผสมผสานระหว่างรูปแบบราชปุต โมกุล และยุโรปเอาไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เพราะมหาราชาในยุคหลังได้รับอิทธิพลจากการติดต่อกับอังกฤษมากขึ้นเรื่อยๆ

Lake Palace อุดัยปุระ – พระราชวังลอยน้ำที่โรแมนติกที่สุดในอินเดีย

Lake Palace ของอุดัยปุระ ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 กลางทะเลสาบปิโชลา เดิมเป็นพระตำหนักฤดูร้อนของมหาราชา ก่อนจะถูกแปลงเป็นโรงแรมหรูในทศวรรษ 1960 และยังคงเป็นหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดในโลกมาจนถึงวันนี้ 

แม้ไม่ได้เข้าพัก นักท่องเที่ยว ก็สามารถมองพระราชวังสีขาวลอยอยู่กลางทะเลสาบได้ จากริมฝั่งได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในยามเย็น เมื่อแสงอาทิตย์อัสดงสาดสีทองลงบนผิวน้ำ ภาพที่เห็นนั้นสวยจนหลายคนบอกว่า มันเกินจริงเกินไปสำหรับถ่ายรูปแล้วส่งกลับบ้าน

วัฒนธรรมและชีวิตประจำวันของชาวราชสถาน

นอกจากป้อมและพระราชวัง สิ่งที่ทำให้ราชสถานมีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลาคือ วัฒนธรรมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายศตวรรษโดยไม่ขาดสาย ผู้คนที่นี่ยังสวมชุดประจำเผ่า ทำหัตถกรรมด้วยมือ และรักษาประเพณีเก่าแก่ไว้อย่างภาคภูมิใจ

ชุดประจำถิ่นและเครื่องประดับ สีสันที่บอกเล่าตัวตนของแต่ละวรรณะ

ชาวราชสถาน โดยเฉพาะผู้หญิงนั้นแต่งตัวด้วยสีสันสดใสจนตัดกับสีทะเลทรายอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ชุด Ghagra Choli ที่เป็นกระโปรงลายดอกยาวพร้อมเสื้อตัวสั้นและผ้าคลุมศีรษะนั้น ไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่เป็นรหัสสังคมที่บอกว่า ผู้หญิงคนนั้นมาจากชนเผ่าหรือวรรณะไหน ยิ่งเข้าใจรหัสนี้ ยิ่งรู้สึกว่าวัฒนธรรมของราชสถานลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น

เครื่องประดับก็เช่นกัน ต่างหูใหญ่ กำไลหนา และจี้คอที่แกะสลักอย่างประณีตนั้น ทำจากเงินและหินกึ่งมีค่าแบบดั้งเดิม ทักษะงานช่างประดับของราชสถานขึ้นชื่อมาหลายร้อยปี และยังคงขายได้ดีในตลาดโลกปัจจุบัน

อาหารราชสถานอินเดีย รสชาติจัดจ้านที่สะท้อนวิถีทะเลทราย

อาหารราชสถานอินเดียนั้น ถูกออกแบบมาให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศ เพราะในทะเลทรายที่ขาดแคลนน้ำและผัก อาหารจึงต้องเก็บได้นาน มีรสชาติเข้มข้น และให้พลังงานสูง Dal Baati Churma คืออาหารประจำรัฐที่ต้องลองทุกคน 

ประกอบด้วยขนมปังแป้งสาลีอบในทะเลทราย เสิร์ฟคู่กับถั่วเลนทิลผัดเนยใสและของหวานรสหวาน กินรวมกันในจานเดียวกันแบบที่คนเมืองอาจงง แต่รสชาติที่ได้นั้นซับซ้อนและอร่อยจนลืมไม่ลง

Laal Maas หรือแกงแดงเนื้อแกะก็เป็นอีกเมนูที่โดดเด่น รสเผ็ดร้อนจากพริกแห้งท้องถิ่น และเครื่องเทศหลากชนิดนั้นไม่เหมือนแกงที่อื่นในอินเดีย สำหรับคนไทยที่ชินกับเผ็ดอยู่แล้ว อาหารราชสถานนั้นกินได้สบายใจ แต่ก็ต้องระวังระดับเผ็ดในร้านท้องถิ่นที่อาจเผ็ดกว่าที่คิด

ตลาดนัดพื้นเมือง แหล่งช้อปผ้า เครื่องเทศ และงานหัตถกรรมสีสด

ตลาด Johari Bazaar ในชัยปุระ และตลาด Sardar Market ในโจดห์ปูร์ คือสองจุดช้อปที่นักท่องเที่ยวชาวไทยชื่นชอบเป็นพิเศษ ของที่หอบกลับบ้านได้คือผ้า Block Print สีสดที่ทำด้วยการพิมพ์บล็อกไม้แบบดั้งเดิม เครื่องเทศที่รวบรวมมาจากทั่วอินเดียขายเป็นกิโล และเครื่องประดับเงินที่มีทั้งแบบดั้งเดิมและดีไซน์สมัยใหม่ที่ดัดแปลงมาให้เข้ากับรสนิยมสากล

ควรหลีกเลี่ยงร้านที่อยู่ติดกับจุดท่องเที่ยวหลัก เพราะราคามักสูงกว่าปกติหลายเท่า ลองเดินเข้าไปในซอยเล็กๆ ของตลาดเก่า จะพบร้านชาวบ้านที่ขายของดีในราคาเป็นธรรมกว่า

แผนการเดินทางท่องเที่ยวราชสถาน สำหรับนักเดินทางชาวไทย

แผนการเดินทางท่องเที่ยวราชสถาน สำหรับนักเดินทางชาวไทย

คำถามที่นักท่องเที่ยวชาวไทยถามบ่อยที่สุด คือ ควรไปกี่วันถึงจะคุ้ม คำตอบจริงๆ คือ 7 วันเป็นขั้นต่ำ ที่พอจะสัมผัสได้หลายมิติ แต่ถ้ามีเวลา 10-14 วันจะสบายกว่ามาก และได้รู้จักราชสถานในเชิงลึกกว่า

เส้นทางราชสถาน 7 วัน 5 คืน ครอบคลุมทุกไฮไลต์

เส้นทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เริ่มจากชัยปุระ 2 คืน ก่อนเดินทางไปโจดห์ปูร์ 2 คืน แล้วปิดท้ายที่อุดัยปุระ 1 คืน ก่อนบินกลับ ระหว่างทางแวะ Jaisalmer หรือเมืองสีทองในทะเลทรายก็ได้แต่ต้องเพิ่มเวลา 2 วัน จุดที่หลายคนมองข้ามคือ Pushkar เมืองศักดิ์สิทธิ์ริมทะเลสาบที่อยู่ระหว่างชัยปุระและโจดห์ปูร์ แวะครึ่งวันก็พอได้บรรยากาศ

การเดินทางระหว่างเมืองในราชสถาน แนะนำให้ใช้รถไฟของอินเดีย ซึ่งมีทั้งชั้น AC และตู้นอน ราคาย่อมเยา และได้ชมทิวทัศน์ทะเลทรายระหว่างทาง หรือจะเช่ารถพร้อมคนขับก็สะดวกกว่าและยืดหยุ่นเรื่องเวลา

☀️

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปราชสถาน และสภาพอากาศที่ต้องรู้

ราชสถานเป็นทะเลทราย ฤดูร้อนคืออุณหภูมิที่พุ่งเกิน 45 องศาเซลเซียสได้ง่ายๆ ช่วงที่เหมาะที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวคือ เดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบายในตอนกลางวันแต่หนาวได้ในตอนกลางคืน โดยเฉพาะเดือนธันวาคมถึงมกราคมที่อุณหภูมิกลางคืนอาจลงต่ำถึง 5 องศา ควรเตรียมเสื้อกันหนาวไปด้วย

ช่วงมรสุมเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนนั้น ราชสถานแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ทะเลทรายจะเขียวขึ้นผิดหูผิดตา ราคาโรงแรมถูกลงมาก แต่บางพื้นที่เข้าถึงได้ยากและความชื้นก็สูงกว่าที่คาด นักท่องเที่ยวที่ชอบความแตกต่างและงบประมาณจำกัด อาจลองช่วงนี้ก็ได้

💰

ค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับทริปราชสถานจากไทย

ค่าตั๋วเครื่องบินจากกรุงเทพไปชัยปุระมักผ่านนิวเดลีหรือมุมไบ ราคาเริ่มต้นประมาณ 12,000–20,000 บาท แล้วแต่ช่วงเวลา โรงแรมระดับกลางในราชสถานราคา 800–2,500 บาทต่อคืน 

ขณะที่โรงแรมพระราชวังที่แปลงมาให้พักได้ (Heritage Hotel) ราคาเริ่มต้นประมาณ 3,000 บาทขึ้นไป ค่าอาหารต่อวันอยู่ที่ประมาณ 300–800 บาท หากกินร้านท้องถิ่น รวมทั้งหมดสำหรับ 7 วันรวมตั๋วเครื่องบิน ควรตั้งงบไว้ที่ประมาณ 40,000–60,000 บาทต่อคน เพื่อให้เที่ยวได้สบายๆ

เคล็ดลับถ่ายภาพสีสันราชสถาน ให้ได้ภาพสวยระดับมืออาชีพ📸

ราชสถานเป็นสวรรค์ของช่างภาพไม่ว่าจะใช้กล้องระดับไหน เพราะสีสันและแสงที่นี่ทำงานได้ดีกับกล้องทุกชนิด แต่ถ้าอยากได้ภาพที่โดดเด่นจริงๆ มีเทคนิคบางอย่างที่ช่วยได้มาก

จุดถ่ายภาพยอดนิยมในชัยปุระที่นักถ่ายรูปต้องแวะ

Hawa Mahal หรือ “พระราชวังแห่งสายลม” คือไอคอนของชัยปุระที่ทุกคนต้องถ่าย แต่มุมที่ดีที่สุดไม่ใช่ด้านหน้า ลองข้ามถนนไปมองจากหอคอยชั้นบนของร้านอาหารหรือร้านกาแฟที่อยู่ตรงข้ามจะได้มุมที่ดีกว่ามาก 

Jantar Mantar หอดูดาวโบราณในชัยปุระเต็มไปด้วยโครงสร้างทางเรขาคณิตขนาดใหญ่ที่ให้มุมมองน่าสนใจสำหรับงานถ่ายภาพแนว Architectural อย่างยิ่ง

ส่วน Patrika Gate ประตูสีสันสดใสที่ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังนั้น สร้างขึ้นในปี 2016 แม้ไม่ใช่โบราณสถาน แต่กลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวควรไปช่วงเช้าตรู่เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน

แสงและสีสันของราชสถาน ช่วงเวลาทอง (Golden Hour) ที่ไม่ควรพลาด

Golden Hour ของราชสถานนั้นพิเศษกว่าที่อื่น เพราะทะเลทรายและหินทรายสีแดงของป้อมและพระราชวังจะดูดซับแสงสีส้มทองและสะท้อนออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนพระอาทิตย์ตกประมาณ 45–60 นาที คือช่วงที่นักถ่ายภาพมืออาชีพเตรียมตัวอยู่แล้ว 

ที่โจดห์ปูร์แนะนำให้ขึ้นไปชม Mehrangarh Fort ในช่วงบ่ายแก่ๆ เพื่อถ่ายทิวทัศน์เมืองสีฟ้าด้านล่างในแสง Golden Hour นั้นสวยจนคนที่ไปครั้งเดียวยังไม่หายอยากกลับ

ยามเช้า Sunrise ก็ดีพอกัน โดยเฉพาะที่ Amber Fort ที่มีหมอกบางๆ ลอยอยู่ในทะเลสาบยามเช้าทำให้บรรยากาศดูลึกลับและน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง

ข้อควรระวังในการถ่ายภาพภายในพระราชวังและวัด

บางแห่งเก็บค่าธรรมเนียมกล้องเพิ่มต่างหากจากค่าเข้าชม โดยเฉพาะใน City Palace และ Amber Fort ควรสอบถามก่อนซื้อบัตรเสมอ วัดฮินดูส่วนใหญ่ห้ามถ่ายรูปภายในห้องบูชาหลัก แต่อนุญาตให้ถ่ายในบริเวณลานและสวน ควรปฏิบัติตามป้ายที่ติดไว้อย่างเคร่งครัด 

นอกจากนี้ การถ่ายรูปชาวบ้านและเด็กๆ ควรขออนุญาตก่อนเสมอ ชาวราชสถานส่วนใหญ่ยินดีให้ถ่ายและบางคนอาจขอเงินเล็กน้อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติและควรให้ด้วยความยินดี

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับราชสถานอินเดีย

ราชสถานอินเดียเที่ยวกี่วันถึงจะพอ? 

ขั้นต่ำที่แนะนำคือ 7 วัน เพื่อครอบคลุม 3 เมืองหลักอย่างชัยปุระ โจดห์ปูร์ และอุดัยปุระ ได้อย่างไม่รีบร้อน ถ้ามีเวลา 10–14 วันจะยิ่งดี เพราะสามารถแวะชัยซัลเมร์หรือปุษกรเพิ่มได้ ราชสถานอินเดีย เป็นรัฐที่ใหญ่มาก การรีบเที่ยวแบบวันต่อวัน จะทำให้พลาดรายละเอียดที่ดีที่สุดของแต่ละเมืองไป

ราชสถานอินเดียไปช่วงไหนดีที่สุด? 

ช่วงที่ดีที่สุดคือ เดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ อากาศเย็นสบาย เดินเที่ยวได้สบาย และตรงกับช่วงเทศกาลสำคัญหลายงาน ควรหลีกเลี่ยงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน เพราะอุณหภูมิสูงเกิน 45 องศาเซลเซียส ได้ง่ายๆ สำหรับราชสถานอินเดียในช่วงมรสุมเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ราคาถูกลงแต่การเดินทางบางเส้นทางอาจติดขัด

ราชสถานอินเดียเมืองไหนน่าเที่ยวที่สุด? 

ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ชอบ แต่ถ้าต้องแนะนำ 3 เมืองที่ไม่ควรพลาดคือ ชัยปุระสำหรับคนที่ชอบพระราชวังและประวัติศาสตร์ โจดห์ปูร์สำหรับคนที่อยากสัมผัสบรรยากาศเมืองเก่าสีฟ้าริมทะเลทราย และอุดัยปุระสำหรับคนที่ชอบความโรแมนติกริมทะเลสาบ ราชสถานอินเดียแต่ละเมืองมีเสน่ห์ต่างกันชัดเจน เที่ยวครบทั้ง 3 เมืองจึงคุ้มค่าที่สุด